เที่ยวกรุงเทพ เที่ยวพิพิธภัณฑ์นวดไทย Sookjai วันหยุด ชวนสืบสานภูมิปัญญานวดแผนไทย ด้วยปัจจุบันการนวดแผนไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เห็นได้จากชาวต่างชาติจำนวนมากที่เดินทางมาเมืองไทยในแต่ละปี ต่างก็สนใจการนวดบรรเทาอาการกันแทบทั้งนั้น ที่มาอาศัยเรียนรู้เป็นเรื่องเป็นราวเลยก็มี แถมคนไทยเรายังเปิดร้านนวดแผนไทยในต่างประเทศมากมาย จนกลายเป็นธุรกิจทำเงิน เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีคนเชื้อชาติใดเลยที่ไม่เคยปวดเมื่อย ยิ่งกับการนวดประคบแบบแผนไทยด้วยแล้ว ยิ่งแสดงถึงภูมิปัญญาที่ล้ำลึกและมากด้วยแบบแผนของชาวสยาม ที่ถ่ายทอดสืบต่อแก่กันมานานหลายร้อยปี
เท่าที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ ปรากฎเป็นภาพสลักหินนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ข้างลำธารในหมู่บ้านแข้ด่อน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ปรากฏภาพพระลักษมีถวายการนวดให้แด่พระนารายณ์ มีผู้สันนิษฐานว่าภาพสลักหินใต้น้ำแห่งนี้มีอายุยาวนานถึง 900 ปี เลยทีเดียว
สำหรับเรื่องราวการนวดแผนไทย หากเอ่ยชื่อวัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนฯ หลายคนคงร้อง "อ๋อ" บอกว่ารู้จักการนวดแผนไทยกันเป็นแถว แต่อาจจะยังไม่เคยศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง เรียกว่ายังไม่รู้ซึ้งถึงประวัติความเป็นมาของการนวดแผนไทย อีกทั้งไม่ได้มองว่าวัดโพธิ์เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ ทั้งที่จริงวัดโพธิ์เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของสยาม แถมยังเปิดให้การศึกษาแก่ประชาชนมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์โน่นแน่ะ
ผู้ที่เคยมานมัสการพระพุทธไสยาส วัดโพธิ์ หรือจะเข้ามาเดินถ่ายรูปเล่นก็ตาม อาจจะเคยเห็นรูปปั้นฤาษีดัดตนท่าต่างๆ ที่ปรากฎทั่วไปในบริเวณวัด ตุ๊กตาปูนปั้นเหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชดำริว่า "เป็นประโยชน์นรชาติสิ้น สบสถาน เฉกเช่นโอสถทาน ท่านให้" โปรดฯ ให้รวบรวมผู้มีความชำนาญในการหล่อรูปฤาษีดัดตนทั้ง 80 ท่า อีกทั้งแต่งโคลงอธิบายให้ปรากฎแก่ประชาชน ด้วยทรงเห็นว่าเป็นทานบารมีเช่นเดียวกับการพระราชทานยารักษาโรคแก่ผู้เจ็บป่วยนั่นเอง
ด้วยพระราชนิยมในการแพทย์แผนไทยที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมานี้ ทำให้ประชาชนชาวสยามได้เข้าถึงความรู้ สามารถบรรเทาอาการเมื่อย ปวด เคล็ด ขัด ยอก ตึง รวมทั้งการบังคับลม ไล่ลม ตามเส้นสาย รวมถึงลมในอกในเอว เรียกว่าไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เลยนะครับ เรื่องความปวดเมื่อยนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยจริงๆ
หลังจากทดลองดัดตนกันแล้ว ก็มาถึงเรื่องราวการนวดเส้นนวดสายแบบที่เราชอบกันนะครับ ที่บอกแบบนี้ เพราะคนไทยกับการนวดเป็นของคู่กัน ความรู้จากนิทรรศการของ "พิพิธภัณฑ์นวดไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ" สรุปรวมความได้ว่า การนวดไทยมีจุดเริ่มต้นจากการนวดกันเองภายในครอบครัว โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายบรรเทาอาการปวดเมื่อยแก่กัน แล้วจึงพัฒนาเป็นการใช้อุปกรณ์การนวด เมื่อการนวดนั้นมีรูปแบบการบรรเทาอาการอย่างชัดเจนแล้ว จึงแพร่หลายออกไป และได้รับการยอมรับในแบบแผนการนวดดังกล่าว
ที่ใช้คำว่า "แบบแผนการนวด" นี้ ก็เป็นเพราะการนวดไทยเป็นศาสตร์ที่มีการสรุปรวบรวมความรู้เขียนเป็นตำรามาช้านาน ตำราเหล่านี้ตกทอดมาจากยุคโบราณครับ เจตนาจดจารบันทึกเพื่อถ่ายทอดแก่กัน โดยเฉพาะในเรื่องเส้นประธานทั้งสิบ ลักษณะแผนคว่ำ ลักษณะแผนหงาย ที่บ่งชี้ถึงจุดกดเส้นต่างๆ โยงใยถึงกันทั่วร่างกาย ศาสตร์การนวดไทยเชื่อว่าร่างกายมนุษย์มีเครือข่ายเส้นต่างๆ มากถึง 72,000 เส้น แต่มีเส้นหลักอยู่เพียง 10 เส้น คือเส้นประธานทั้งสิบ ซึ่งยึดเป็นหลักในการวินิจฉัยและบำบัดอาการปวดเมื่อย รวมทั้งอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ด้วยครับ
ในภาพคือตำราแผนนวดที่ได้รับการเรียบเรียงและเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2414) ซึ่งหากศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ก็จะพบว่าพระองค์ท่านเป็นผู้โปรดปรานการนวด แม้เสด็จประพาสแห่งหนใดก็โปรดให้มีหมอนวดติดตามไปถวายงานด้วยเสมอ ข้อมูลจากนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์นวดไทย วัดพระเชตุพนฯ บอกให้ทราบอีกว่าแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย มีแบบแผนการนวดและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันออกไป เทคนิคการนวดนั้นมีความหลากหลาย ทั้งบีบ กด คลำ ขยำ รีด ดึง ดัด เหยียบ ทุบ หรือใช้สันมือสับ หมอนวดพื้นบ้านส่วนใหญ่มักเป็นหมอในชุมชนท้องถิ่น อาศัยรับงานนวดที่บ้านของตน หรือเดินทางไปนวดตามบ้านของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังสำรวจพบว่าหมอพื้นบ้านหลายคนมีตำราสมุดข่อยแสดงจุดนวดที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษครับ
Sookjai วันหยุด เดินวนเวียนถ่ายภาพนิทรรศการพิพิธภัณฑ์นวดไทย เพื่อนำมาเขียนรีวิวให้ท่านผู้อ่านของ สวัสดี ออนไลน์ สำนักพิมพ์ ได้อ่าน จนเริ่มจะปวดหลังจี๊ดๆ ขึ้นมาบ้าง ขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวตามนิทรรศการของทางพิพิธภัณฑ์แต่เพียงเท่านี้ สำหรับผู้อ่านที่สนใจเป็นพิเศษ สามารถเดินทางมาศึกษาด้วยตนเองที่วัดพระเชตุพนฯ ครับ วันนี้ Sookjai วันหยุด ขอลาไปหาหมอนวดลูกประคบก่อนครับ
