เที่ยวบ้านกุฎีจีน ตามหาผีหัวพริก เที่ยวฝั่งธน เยือนชุมชนคนโปรตุเกส กินขนมฝรั่ง ชิมกะหรี่ปั๊บไส้สัพแยก ที่สมัยนี้เขาประยุกต์เป็นอาหารฟิวชั่นกันแล้ว ชื่อออกแปลกๆ นิดนึง แต่เรียกแบบนี้จริงๆ เพราะเป็นภาษาโปรตุเกสประมาณนั้น ก็ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ฝั่งธนแห่งนี้ สืบเชื้อสายมาจากหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยุธยากันทั้งชุมชน
โบสถ์ซางตาครู้ส
ชุมชนที่ว่าถึงก็คือ ชุมชนกุฎีจีน หรือ กระดีจีน เป็นชุมชนที่พระเจ้าตากสินโปรดฯ ให้ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส จากหมู่บ้านโปรตุเกส กรุงศรีอยุธยา ที่เข้าร่วมรบต่อสู้กับกองทัพพม่า จนได้รับชัยชนะ สามารถก่อตั้งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรได้สำเร็จ ให้ต้ังบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งธนบุรี จึงเกิดหมู่บ้านฝรั่งที่ชื่อ "หมู่บ้านแม่พระลูกประคำ" ขึ้น และเกิดโบสถ์ซางตาครู้สตามมาในภายหลัง จนโบสถ์กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนในที่สุด
กล่าวได้ว่าโปรตุเกสเป็นชนชาติที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องการกำแพงเมืองและป้อมปราการที่แข็งแกร่งมากขึ้น ในภาพคือ ป้อมเพชร อยุธยา ที่ตำบลบางกะจะ
พูดถึงคนโปรตุเกสเหล่านี้มาจากไหน ก็เข้ามาในสยาม (กรุงศรีอยุธยา) ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (อยุธยาตอนต้น) ด้วยความต้องการจะตั้งสถานีการค้าที่มะละกา ทำการค้าพริกไทย เครื่องเทศ และอื่นๆ แต่เมืองมะละกาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกษัตริย์อยุธยาในเวลานั้น ชาวโปรตุเกสได้ใช้ความรู้ความสามารถอันหลากหลายของตน ให้เกิดผลดีต่อกรุงศรีอยุธยาตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านการก่อสร้าง กำแพงเมือง ป้อมปราการ อาคารสถาปัตยกรรม การเดินเรือ การทำแผนที่ การผลิตอาวุธสงคราม (ปืนคาบศิลา) และการแพทย์ เป็นตัน
แบบจำลองปืนคาบศิลา พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน
สมเด็จพระไชยราชา โปรดฯ ให้ชาวโปรตุเกสตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านดิน นอกกรุงศรีอยุธยา เป็นเพราะมีความดีความชอบอย่างมาก ที่ร่วมรบศึกเชียงไกร-เชียงกรานจนได้รับชัยชนะ เมื่อคราวรบลำพูน พระไชยราชาต้องพระแสงปืนระหว่างการต่อสู้ ได้แพทย์ทหารชาวโปรตุเกสผ่าตัดนำลูกกระสุนออกจนพ้นอันตราย ภายหลังหมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรเชื้อสายโปรตุเกสอาศัยอยู่มากถึง 3,000-4,000 คน มีโบสถ์โรมัน-คาทอลิก ต่างคณะถึง 3 หลัง (โดมินิกัน, ฟรานซิสกัน, เยซูอิท) ถือเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอยุธยา
หมู่บ้านโปรตุเกส กรุงศรีอยุธยา
กระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายแก่กองทัพพม่า ชาวโปรตุเกสถูกเข่นฆ่าทำลายมากกว่า 3,500 คน บางส่วนถูกจับตัวเป็นเชลยศึก และที่อพยพหลบหนีไปยังประเทศเขมร เหลือทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสเพียง 79 คนที่ติดตามร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่พระเจ้าตากสิน
ป้อมวิไชยประสิทธิ์
ชาวโปรตุเกสเหล่านี้ยังรับราชการเรื่อยมาจนถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ชาวโปรตุเกสได้กลายเป็นคนในบังคับของฝรั่งเศส (เรียกในสมัยน้ันว่า Subject หมายถึงคนในบังคับต่างชาติ ที่ไม่ว่าจะกระทำความผิดใดๆ จะไม่ต้องขึ้นศาลของสยาม) จึงไม่ถือเป็นประชากรของรัฐสยามอีก บทบาทในฐานะข้าราชการกรมกองต่างๆ จึงค่อยๆ ยุติลง หันไปประกอบอาชีพค้าขายตามย่านที่เจริญขึ้นของบางกอก เช่น บางรัก สี่พระยา เป็นต้น
โบสถ์ซางตาครู้ส หลังที่ 1
โบสถ์ซางตาครู้ส หลังที่ 2
โบสถ์ซางตาครู้ส หลังที่ 3
เล่าเรื่องชื่อ กุฎีจีน สักนิด เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง ทางแรกคือ เป็นไปได้ว่าชื่อบ้านกุฎีจีน หรือ กระดีจีน, กะดีจีน ถูกเรียกตามลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์ซางตาครูซ หลังที่ 2 (ในภาพด้านบน) ที่มีรูปแบบคล้ายศาสนสถานของจีน ส่วนอีกทาง ก็เป็นไปได้เช่นกันว่า ที่ถูกเรียกเช่นนั้น เพราะในบริเวณใกล้เคียงปรากฎมีศาลเจ้าเกียนอันเกง ซึ่งอาจเป็นศาลเจ้าจีนเก่าแก่ก่อนตั้งกรุงธนบุรีเสียอีก
ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ คำว่า กุฎี มักถูกใช้นำหน้าชื่อ วัด หรือ ศาสนสถาน อาจจะเป็นคำเดียวกับ กุฏิ (ที่อยู่ของพระสงฆ์) เช่น นอกจากคำว่ากุฎีจีนแล้ว ยังมีการเรียกชื่อมัสยิดโดยมีคำว่ากุฎีนำหน้าด้วย โดยเฉพาะในฝั่งธนนั้น มีทั้งกุฎีขาว กุฎีเจริญพาศน์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากมีการเรียกศาลเจ้าหรือวัดเกียนอันเกง ว่า กุฎีจีน นั่นเอง
ส่วนชื่อแรกของหมู่บ้านฝรั่งนี้ ในสมัยกรุงธนบุรี เรียกกันว่า "หมู่บ้านแม่พระลูกประคำ" ยังไม่เรียกว่าบ้านกุฎีจีนแต่อย่างใด
ขนมฝรั่งกุฎีจีน
นอกจาก ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ เดอ ปีมา ลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น (ภรรยาของ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ ออกญาวิชชาเยนทร์ เสนาบดีกรมท่าสมัยพระนารายณ์) ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องริเริ่มทำขนมหวานตระกูลทอง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง จะได้สร้างสรรค์ขนมต่างๆ เป็นมรดกไว้อย่างมากมายแล้ว ที่ชุมชนกุฎีจีนยังมีขนมอีกประเภทหนึ่งที่เกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัว ระหว่างขนมอบแบบฝรั่งกับขนมมงคลแบบจีน เรียกกันว่า "ขนมฝรั่งกุฎีจีน" ที่หาชิมกันได้ไม่ยาก เพราะชาวกุฎีจีนยังคงทำขนมฝรั่งขายกันเรื่อยมา และยังมีขนมอื่นๆ ที่เป็นขนมจากวัฒนธรรมโปรตุเกส เช่นขนมกุสลัง ขนมก๋วยตัส อีกด้วย
ตำรับอาหารในวัฒนธรรมโปรตุเกส พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน
มรดกตกทอดจากวัฒนธรรมโปรตุเกสที่จับต้องได้อีกอย่าง ภายในชุมชน โปรตุเกส-อยุธยา แห่งนี้ ก็คืออาหารครับ ปัจจุบันชาวชุมชนยังคงปรุงอาหารโปรตุเกสในชีวิตประจำวัน ชื่อตำรับอาหารที่แปลกหู เช่น แกงเหงาหงอด หมูเนื้อซัลโม สัพแยก (สัพพแหยก) ต้มมะฝ่า หรือ มะฝาด ต้มเค็มโปรตุเกส รวมไปถึง หมูฝอยผัดกากหมู หมูอบมันฝรั่ง ขนมจีนแกงไก่คั่ว ล้วนแต่เป็นอาหารประจำชุมชนที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
บ้านสกุลทองเปิดเป็น โฮม คิทเช่น ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอาหารตำรับโปรตุเกสแล้ว
แอบบอกให้ด้วยว่า หารับทานไม่ยากนะครับ เพราะที่บ้านสกุลทอง (เยื้องกับพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน) เขาดัดแปลงบ้านไม้เก่าแก่เป็นร้านอาหารแบบขายที่บ้านแล้ว อย่างน้อย แกงเหงาหงอด (ถูกยกให้เป็นเมนูประจำจังหวัดอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2566) กับ ขนมจีนแกงไก่คั่ว นั้นมีให้ชิมแน่นอน
กระหรี่ปั๊บไส้สัพแยก
ส่วน สัพแยก หลายคนคงนึกสงสัยว่าอาหารอะไรชื่อแปลกจัง ที่จริงเป็นกับข้าวสูตร อินเดีย-โปรตุเกส ได้จากส่วนผสมของ เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือเนื้อวัว สับละเอียด ผัดกับเครื่องแกงกะหรี่ ผสมด้วยพริกแดงบด มันฝรั่ง ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู น้ำตาล และน้ำปลา ให้กลมกล่อม สามารถทานกับข้าวสวยหรือแม้แต่แกล้มกับขนมปังปิ้งก็ได้ แต่ปัจจุบันง่ายกว่านั้นครับ เพราะถูกนำมาฟิวชั่นกลายเป็นไส้กระหรี่ปั๊บแบบอร่อยๆ หาซื้อได้ที่ร้าน วินโดว์คาเฟ่ อยู่ติดพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนนี่เอง
พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน
และอย่าลืม ต้องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ชุมชนสุดคูล อย่าง พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน ด้วย sookjai วันหยุด มาเที่ยวเป็นรอบที่ 2 แล้ว (ครั้งแรกมาตั้งแต่เปิดบ้านใหม่ๆ ยังไม่กำเนิด sookjai วันหยุด เลยด้วย) มาทีไรต้องสั่งเครื่องดื่มนั่งชิลด้านล่าง ซึ่งดัดแปลงเป็นคาเฟ่เปิดโล่งขายของที่ระลึกน่ารักๆ หลายอย่าง แล้วค่อยขึ้นชมพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน
มาครั้งนี้ร้อง โอ้โห เลย เพราะเขาทำข้อมูลนำเสนอละเอียดกว่าเดิม นิทรรศการยังบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชาวโปรตุเกส บอกเหตุผลที่ชาวโปรตุเกสมากรุงศรีอยุธยา เล่าถึงพัฒนาการของชุมชน ตำรับอาหารการกิน ความเชื่อทางศาสนา รวมถึงมุขปาฐะเรื่องเล่าอย่าง ผีหัวพริก และยังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่รวบรวมได้จากภายในชุมชนด้วย
ผีหัวพริก
มาคราวที่แล้ว ผีหัวพริก หรือ ผีหนูเลี๊ยบ ผีน้อยแสนซนบ้านกุฎีจีนยังใหม่ๆ อยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นของเก่าเก็บไปซะแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องผู้ใหญ่ในชุมชนใช้หลอกเด็กๆ ว่าอย่าออกไปเล่นนอกบ้านตอนกลางคืนนะ ให้รีบกลับเข้าบ้านเพราะอาจจะถูกผีหัวพริกจับตัวไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกน้ำ เพราะบ้านกุฎีจีนเป็นชุมชนติดแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง
สำหรับคนที่เคยเที่ยวเดินเลาะเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา จากหน้าสำนักงานเทศกิจ ผ่านโบสถ์ซางตาครู้ส มาถึงบ้านวินด์เซอร์ หรือ บ้านคุณพระประกอบ ผ่านศาลเจ้าเกียนอันเกง มาจนถึงวัดกัลยาณมิตร อาจจะคุ้นเคยเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อน แต่บอกให้ว่าตอนนี้ทำใหม่แล้วครับ ทำอย่างสวยงามน่าเดินเที่ยวจริงๆ นักท่องเที่ยวไปขี่จักรยานกันเยอะ แถมมีร้านคาเฟ่ริมน้ำเปิดให้บริการแล้วด้วย
บ้านวินด์เซอร์ หรือ บ้านคุณพระประกอบ
บ้านไม้หลังเก่าบนที่ดินของคริสตจักร คือ บ้านวินด์เซอร์ ปัจจุบันเรียกกันว่า บ้านคุณพระประกอบ เจ้าของเดิม คือ นางสมบุญ วินด์เซอร์ บุตรสาวโรงสีข้าวคลองบางหลวง ซึ่งได้สมรสกับนายหลุยส์ วินด์เซอร์ บุตรชายของนายกาเนียร์ วินด์เซอร์ กัปตันเรือชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งกิจการห้างวินด์เซอร์ (ห้างสี่ตา) ที่ถนนเจริญกรุง เป็นบ้านเรือนขนมปังขิง หรือ เรือนมะนิลา ที่สวยงามมากหลังหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สามารถเดินเล่นจากศาลาหน้าโบสถ์วัดซางตาครู้ส ด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยา เดินมาถ่ายภาพบ้านวินด์เซอร์ในยามเย็นได้
ศาลเจ้าเกียนอันเกง
ศาลเจ้าเกียนอันเกง หรือ ศาลเจ้ากวนอันเก๋ง ปัจจุบันเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม คนนิยมนำสร้อยไข่มุกเทียมไปถวายองค์เจ้าแม่ อยู่ไม่ห่างจากวัดกัลยาณมิตร เล่ากันว่าชาวจีนฮกเกี้ยนตามเสด็จพระเจ้าตากสินเป็นผู้สร้างขึ้น เดิมเป็น 2 ศาลติดกัน (โจวซือก๋ง และ กวนอู) ในสมัยรัชกาลที่ 3 ชาวฮกเกี้ยนรื้อศาลทั้งสองลง และสร้างใหม่เป็นหลังเดียว ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของตระกูล สิมะเสถียร (แซ่ซิ้ม) และ ตันติเวชกุล (แซ่ตั้ง)
หลวงพ่อวัดกัลยาณมิตร
มาถึงวัดกัลยาณมิตรก็เข้าช่วงเย็นพอดี ยังทันได้กราบซำปอกง คือ หลวงพ่อวัดกัลยาณมิตร หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น โดยจำลองแบบจากองค์หลวงพ่อโต หรือ ซำปอกง วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งลักษณะสกุลงานช่าง และ ขนาดองค์พระพุทธรูป โปรดฯ ให้ช่างจำลองรูปแบบมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ส่วนพุทธลักษณะจะเหมือนกันมากน้อยเพียงใด หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง ก็เคยผ่านการบูรณะมาแล้วในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อทั้ง 2 จึงมีชื่อเดียวกันว่า พระพุทธไตรรัตนนายก นั่นเอง
sookjai วันหยุด แนะนำเส้นทางเดินเที่ยวฝั่งธน เส้นทางเดียวเที่ยวทั้งวัดฝรั่ง วัดไทย ศาลเจ้าจีน แถมได้กินของอร่อย ทั้งกะหรี่ปั๊บไส้สัพแยก ขนมฝรั่งกุฎีจีน เที่ยวพิพิธภัณฑ์ชุมชนคนโปรตุเกสในสยาม เช่นที่เคยทำเนื้อหาเกี่ยวกับตลาดพลูมาแล้ว
